Final Fantasy XV

Final Fantasy XV (wiki) เป็นเกมเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2006 ในชื่อ Final Fantasy Versus XIII (เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์ FF 13) แต่ก็ติดปัญหา “development hell” เลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนขยับฐานะมาเป็นภาคหลักซะเลย ซ้ำด้วยการเปลี่ยน Director อีกรอบ แล้วเลื่อนก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนมาออกเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาครับ

Final Fantasy XV เล่าเรื่องราวในโลกที่ชื่อ Eos เมื่อเจ้าชาย Noctis แห่งเมือง Lucis ได้รับคำสั่งให้ไปแต่งงาน (เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง) กับ Lunafreya ผู้เป็น Oracle (ผู้รับพรจากเทพทั้ง 5) ที่เมือง Altissia เขาและเพื่อน/ราชองครักษ์อีก 3 คนได้แก่ Gladiolus, Ignis และ Prompto (หรือจะเรียกมันว่าพร้อมตายก็ได้) จึงขับรถที่ชื่อ Regalia ออกเดินทางแบบ road trip กันไปดื้อๆ พร้อมเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นไปตลอดทาง


สิ่งที่ดีที่สุดในเกมนี้คือ Cindy

สิ่งที่เด่นที่สุดของภาค XV คือมันเป็นเกมใน series Final Fantasy เกมแรกที่เป็นแบบ Open World เต็มตัวครับ เราจะได้ออกเดินทางสำรวจอาณาจักร Lucis อันกว้างใหญ่ได้ค่อนข้างอิสระในระหว่าง Chapter 1-8 ตัวเกมมีเควสจำนวนมากมายให้เราเลือกทำและเถลไถลไปจนไม่ได้ทำเควสหลัก (ซึ่งก็ไม่ได้บังคับว่าต้องทำ) แม้ว่าระดับความอิสระนั้นจะยังห่างไกลจากเกมอย่าง GTA เพราะว่าเราขับรถได้ตามถนนเท่านั้น + ทำอะไรกับ NPC ไม่ได้เลย แต่ก็ยังถือว่ามีอิสระมากพอที่จะทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเส้นตรงแบบ JRPG อื่นๆ ครับ ส่วนการเดินทางที่ผมชอบที่สุดคือการขี่ Chocobo ซึ่งให้ความบันเทิงและอิสระมากกว่ารถเสียอีก

อีกอย่างหนึ่งที่เด่นคือระบบการต่อสู้ที่เปลี่ยนมาเป็น Action RPG ครับ แม้ว่าเราจะบังคับ Noctis ได้แค่ตัวเดียวแต่เราก็ทำ combo ประสานกับเพื่อนได้รวมไปถึงกดท่าไม้ตายของเพื่อนร่วมทาง แถมเรายังต้องรับผิดชอบการใส่อาวุธรวมไปถึงเติมพลังให้เพื่อนๆ ระหว่างต่อสู้ด้วย ส่วนการบังคับ Noctis ของเราก็เลื่อนไหลดีครับ มีทั้งสลับอาวุธ on the fly ได้ถึง 4 อย่าง (รวมเวทย์มนต์) และการโจมตีจากระยะไกลที่ชื่อว่า warp-strike ที่ทำให้โจมตีได้แรงขึ้นหรือหนีจากสถาณการณ์คันขันได้ ส่วนมนต์อสูรก็ถูกปรับให้ใช้ยากขึ้น ไม่ใช่เอะอะๆ ก็ summon มาเหมือนแต่ก่อน เรียกได้ว่าต้องพึ่งตัวเองให้ถึงที่สุดก่อนเสมอ

ถ้าอ่านเจ้าสองสิ่งเด่นข้างบนแล้วรู้สึกคุ้นๆ ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะว่า FF XV ได้รับอิทธิพลของ Western RPG เช่นพวก Dragon Age และ The Witcher มาเยอะพอสมควร (ตอนเล่นแรกๆ ยังคิดเลยไม่ทำให้ปุ่มเหมือน DA ไปเลยวะ) ทั้งการเดินทางได้อย่างอิสระ, ระบบการต่อสู้, เราจะไม่ได้เงินจากการฆ่ามอนหรือเปิดตู้เปิดลิ้นชักชาวบ้านอีกแล้วแต่เราจะได้จากการทำเควสย่อยต่างๆ แทน ที่น่าสนใจคือระบบการ up lv ที่เราจะได้ exp จากการทำเควสทั้งและฆ่ามอนทั้งหลาย แต่ exp นั้นจะมาอัพ level ตอนเรานอนเท่านั้น (มีคนบอกว่าเหมือน Dark Soul) ซึ่งเราเลือกได้ว่าจะกางเตนท์ตรงจุดกางเตนท์ซึ่ง Ignis จะทำอาหารมา buff ค่า stat เราในวันรุ่งขึ้นแล้วแต่อาหารที่เราเลือก หรือจะนอนตามโรงแรม-รถนอน ซึ่งเราจะได้ตัวคูณ exp แต่ไม่ได้ค่า buff แทน ตัวเกมระบบกลางวันกลางคืนซึ่งมอนบางชนิดจะเกิดตอนกลางคืนเท่านั้นอีกต่างหาก

เหนือสิ่งอื่นใดคือเกมนี้มันเป็นเกมแบบ Road Trip ที่ถ่ายทอดเรื่องราวมิตรภาพของเพื่อนทั้ง 4 คนที่ออกเดินทางไปด้วยกันได้ดีมากที่สุดเกมหนึ่งครับ ตัวละครทั้ง 4 ตัวมีนิสัยที่เหมือนกับเพื่อนในชีวิตจริงของเรา ทุกบทสนทนารวมไปถึงการกระทำต่างๆ ของตัวละครทั้ง 4 ตัวที่มีนิสัยต่างกันมันเหมือนเวลาเราอยู่กับเพื่อนสนิทจริงๆ (แซะกันไปมาหรือคุยกันเรื่องหญิงเป็นต้น) บทของเกมนี้ทำให้เราเชื่อและอินในมิตรภาพของ 4 คนนี้จริงๆ


สิ่งที่ดีที่สุดในเกมนี้อันดับ 2


สิ่งที่ดีที่สุดในเกมนี้อันดับ 3

แน่นอนว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย อย่างแรกคือมุมกล้องในระหว่างการต่อสู้ที่แย่มาก ทำเอาเราไม่เห็นกระทั่งตัวละครของเราเองตั้งหลายครั้ง อีกอย่างหนึ่งคือฉากสู้บอสที่แม้จะโคตรอลังการจนดูเหมือนว่าได้แรงบันดาลใจมากจาก God of War + Metal Gear Rising แต่ก็ทำได้ไม่ถึงระดับของสองเกมนั้น ไม่ต้องแปลกใจที่คุณจะรู้สึกว่า “มันยังไม่สุด” ตอนสู้กับ boss ในเนื้อเรื่องแต่จะรู้สึกสนุกมากตอนสู้กับตัวละครเก่งๆ ที่อยู่ในระหว่างทางแทน อีกข้อเสียที่ร้ายแรงที่สุดจนแทบจะฉุดเกมลงเหวไปก็คือตั้งแต่ Chapter 9-14 ตัวเกมกลายเป็นเส้นตรงสั้นๆ แบบเนื้อเรื่องทื่อๆ + เผางาน + เล่าเรื่องราวของตัวละครสำคัญแบบขอไปที รวมไปถึงบาง Chapter ที่เข้าขั้นแย่จนตอนเล่นต้องถามตัวเองว่า “เชี่ยอะไรวะ” ซึ่งทุกปัญหาเผางานที่บอกมานี้ก็คงไม่พ้นมาจาก “development hell” นับ 10 ปีนี่แน่นอน

สุดท้ายนี้ดูเหมือนว่า FF XV จะมีทั้งส่วนที่ดีมากๆ และแย่มากๆ (เท่าที่ RPG แย่ๆ จะมีได้) ปนอยู่ด้วยกัน แต่เนื้อเรื่องและระบบของเกมก็ยังมีความดีงามคุ้มค่าดึงดูดให้เราทุ่มเทเล่นมันอย่างสนุกอยู่ (เพราะจบแล้วจะย้อนกลับมา Open World ได้อีกยาวววว – เย้) ถ้าถามผมว่าคุ้มกับการรอคอยไหม ผมว่าก็ไม่หรอกเพราะมันไม่ควรจะ delay บ้าบออะไรตั้ง 10 ปีแต่แรก แต่ถามว่าเกมสนุกไหมผมบอกได้เลยว่าสนุกมาก (กัดฟันยอมไม่สนุกแป๊บเดียวน่า) และเป็นเกมที่ดีที่ควรเล่นครับ

ป.ล. Square Enix สัญญาว่าจะมี patch และ DLC มาแก้ปัญหาเผางานทั้งหลาย ก็ขอให้ออกมาเร็วๆ ละกันนะ
ป.ล. 2 มันเป็นเกมที่มี tie-in โฆษณาสินค้าได้เชี่ยที่สุดเกมหนึ่งที่เคยเล่นมา (ยังกะละครค่ายซีนาริโอ้อ่ะ)

Advertisements
Categories: Review, Tech | Tags: , | 2 Comments

Post navigation

2 thoughts on “Final Fantasy XV

  1. Pingback: My Best Gadgets of 2016 | Blog It Together

  2. Pingback: ตะลุยเดี่ยวเที่ยวโตเกียว #2.3: พาเที่ยวย่าน Akihabara | Blog It Together

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

Bomreview

โบ้มรีวิว โตแล้วจะรีวิวอะไรก็ได้

rerng.rak

Just another WordPress.com weblog

neizod

Smile! You’re at the best WordPress.com site ever

Admod's blog

just logs

freeclub

พยายามเขียนให้ยาวกว่าเฮดเดอร์ข้างบนจะได้ดูสวยๆ

Anontawong's Musings

a daily dose of a new perspective

TravelKanuman

Travel around the world

kemisara

Belle Kemisara Paladesh's Fan Site - เว็บไซต์แฟนคลับเบลล์ เขมิศรา พลเดช

eatandysummers

eat. travel. live.

Jonathan Fleming's Blog

A Photography Blog

Viewfinder - Street Photography Blog

Jimmy Yang Street Photography Blog

PinkiiGirl

Be one of those who change things and push the human race forward

บล็อกอะไรไม่รู้ของแบม

Ordinary guy blogging about comic books, video games, movies and stuffs.

Pawoot Personal Blog & Think Tank

E-Business Man Daily Life and What I'm Thinking

Mahalarp

journeys & musics never ended ...

%d bloggers like this: